สัตว์แปลกๆที่เคยถูกนำมาใช้ในสงคราม

สัตว์แปลกๆที่เคยถูกนำมาใช้ในสงคราม

ในสงครามคนอาจนึกถึงแต่การพัฒนาอาวุธเพื่อใช้ในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี วิทยาการ หรือแม้กระทั่งเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าสัตว์หลายชนิดก็เคยถูกนำมาใช้ในการรบเช่นกัน วันนี้เราจึงพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับสัตว์แปลกๆที่เคยถูกนำมาใช้ในสงครามที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ช้าง ช้างในการบุกโจมตีทางทหารนั้น เคยเป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ในอดีตโดยนายทัพชั้นยอดของตะวันตก เช่น Pyrrhus of Epirus, Hannibal และ Alexander the Great ซึ่งเห็นความสำคัญในการใช้ช้างในการถล่มแนวกองทัพข้าศึกในยุคก่อน ด้วยความเร็วและขนาดของช้างทำให้เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับม้าที่มักจะกลัวแนวทหารและเสียงโห่ร้องมากกว่า แม้ช้างจะมีน้ำหนักมากแต่สามารถเคลื่อนไหวได้ทรงพลัง เรามักพบว่าทหารที่ถูกฝึกมาดีในการรบและสามารถควบคุมช้างได้อย่างดี เมื่อช้างพุ่งเข้าไปในแนวทหารศัตรู จะทำให้เกิดความกลัวและสับสน สำหรับประเทศไทยในอดีตก็คุ้นเคยกับการใช้ช้างเป็นอย่างดี เพราะช้างถือเป็นเครื่องมือรบที่ทรงพลังที่สุดในยุคนั้น และยังเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้ขี่ช้างออกรบ ซึ่งมักจะเป็นกษัตริย์หรือนายทหารระดับสูงที่บัญชาการรบเท่านั้น ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ช้างจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแทน โลมาล่าทุ่นระเบิด ในปี 1960 กองทัพสหรัฐได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับโลมาและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นนักกู้ระเบิดได้สำเร็จ โดยวิธการฝึกก็คือให้มันค้นหาทุ่นระเบิดที่อยู่ในน้ำ ในระยะเวลาประมาณ 7 ปี หลังจากการศึกษานั้น โปรเจ็คต์ มันถูกนำเสนอเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับทัพเรือที่กำลังเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ ตัวโลมานั้นถูกฝึกให้สามารถระบุตำแหน่งและพิกัดของทุ่นระเบิดใต้น้ำ ทำให้ทหารสามารถทำลายทุ่นระเบิดล่วงหน้าและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับทัพเรือ ในปี 2003 ในสงครามอิรัก โลมาเหล่านี้กลับมาโชว์ฝีมือของตนอีกครั้ง โดยการเคลียร์ทุ่นระเบิดมากถึง 100 ชิ้นที่เป็นของอิรัก  เช่นเดียวกันกับรัสเชียที่เคยฝึกโลมาให้เป็นสายลัยโดยการติดกล้องไว้กับตัวแล้วส่งมันเข้าไปยังพื้นที่ศัตรู ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้พวกเขาเห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมด ทั้งชายฝั่งและในทะเล และในปัจจุบันคาดการว่าน่าจะยังมีการแอบใช้งานอยู่ […]

ฝึกลูกอย่างไรให้เหมาะสม

ฝึกลูกอย่างไรให้เหมาะสม

ปัจจุบันสังคมไทยกำลังหลงทางกับการเลี้ยงลูกเป็นอย่างมาก เพราพ่อแม่สมัยใหม่นิยมให้ลูกอยู่กับมือถือตั้งแต่เด็กเพราะหวังว่าจะให้ลูกสงบและไม่รบกวนตนเอง แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือภัยร้ายที่จะส่งผลต่ออนาคตของเด็ก วันนี้เราจึงมีวิธีฝึกลูกอย่างไรให้เหมาะสม ด้วยวิธีการที่ไม่ยากเกินไปและใช้เวลาไม่มากต่อวัน การเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกระเบียบวินัยของลูกนั้นเป็นที่สำคัญ เพื่อสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมในการเติบโตของเด็ก หากคุณลองสังเกตคุณจะพบว่าเด็ก 2 คนที่เกิดในครอบครัวเดียวกันจะมีนิสัยที่ไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจเป็นเด็กวานอนสอนง่ายแต่กับอีกคนหนึ่งอาจจะเกเรและมักเรียกร้องความสนใจอยู่เสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเด็กคนหนึ่งจะมีนิสัยอย่างไรนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเพียงเท่านั้น เพราะเด็กแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับลักษณะนิสัยเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นการปฏิบัติหรือสั่งสอนในแบบเดียวกันอาจใช้ไม่ได้ผลเสมอไป การสร้างนิสัยในเด็กมีหลายปัจจัยที่ควรพิจารณา ไม่เพียงแค่สิ่งแวดล้อม แต่ยังเกิดจากความแตกต่างทางพันธุกรรม โดยมีการแบ่งประเมินลักษณะนิสัยของลูกของคุณออกเป็น 9 ด้าน ดังนี้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดประเภทนิสัยออกเป็นกลุ่ม เช่น เด็กเลี้ยงง่าย, เด็กตื่นตัว, และ Slow to warm, ช่วยให้ผู้ปกครองหรือครูมีมุมมองที่ชัดเจนในการปรับวิธีการฝึกระเบียบวินัยที่เหมาะสม การฝึกเด็กแต่ละประเภท Slow to warm คืออะไร? “Slow to warm” หรือ “Slow-to-warm-up” คือลักษณะทางนิสัยที่แสดงถึงการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆช้าเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน เด็กที่มีลักษณะนี้ต้องการเวลาในการปรับตัว เขามักจะกังวลต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึงและไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เคล็ดลับในการฝึกระเบียบวินัยที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น การสร้างพฤติกรรมที่ดีในเด็กไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการซับซ้อนเสมอไป บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยและเพียงไม่กี่นาทีต่อวันก็สามารถเป็นก้าวที่สำคัญได้ด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้ นี่เป็นเพียงเคล็ดลับง่ายๆที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ และอย่างปล่อยให้สายเกินไป เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักปล่อยให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีทำให้เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนกลายมาเป็นปัญหาที่สะสมอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้ สรุป การส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านนี้มีผลลัพธ์ที่ดีต่อเด็ก พัฒนาการที่ดีทำให้เด็กมีพื้นฐานที่แข็งแรงต่อการเรียนรู้ในอนาคต […]

คนส่วนใหญ่ชอบคนฉลาดมากกว่าคนหน้าตาดี

คนส่วนใหญ่ชอบคนฉลาดมากกว่าคนหน้าตาดี

ไม่ว่าใครก็ตามก็ต้องให้ความสำคัญกับคนหน้าตาดีเป็นอันดับแรกอยู่ เพราะคนสวยคนหล่อมักจะเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้คนให้หันมาสนใจ และไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะได้รับความช่วยเหลืออยู่เสมอ ดั่งคำกว่าที่ว่า “แค่หน้าตาดีโลกจะใจดีกับคุณเพิ่มขึ้นสองเท่า” แม้ว่าคำกล่าวนี้จะเป็นความจริงแต่จริงๆ แล้ว ความสวยงามและรูปลักษณ์ภายนอกมักเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะผลสำรวจจาก เกร็ก เว็บสเตอร์ (Greg Webster) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฟลอริดา พบว่าคนส่วนใหญ่ชอบคนฉลาดมากกว่าคนหน้าตาดี  การดึงดูดความสนใจให้คนรอบข้างหันมาสนใจเรานั้นมีด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวให้ดูดีดูแปลกหรือใส่ของแพง และกลิ่นตัวหอมจนแตะจมูกหรือเหม็นจนคนต้องหันมอง อีกทั้งความสามารถเกี่ยวกับงานหรือการทำหน้าที่ หรือแม้กระทั่งหน้าตาดี หน้าตาดีแค่ดึงสายตา แต่บุคลิกดีดึงดูดความสนใจ  เคยไหมเมื่อต้องเดินสวนกันกับคนที่หน้าตาดีแต่คุณก็ได้แค่มองผ่านๆแวปเดียวแล้วคิดเล่นๆว่า “หน้าตาดีจัง” กับเจอคนที่บุคลิกดี ทั้งการเดิน การพูด และอริยะบทอื่น มันทำให้คุณรู้สึกหลงใหลจนลืมความสวยความหล่อของเขาไปเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าความจริงแล้วคนเราให้ความสนใจกับหน้าตาน้อยกว่าอย่างอื่น เพียงแต่ว่าความสวยหล่อมันคือสิ่งแรกที่ได้มองเห็นนั่นเอง  จากการเก็บสถิติของ เจสส์ อัลเดอร์สัน (Jess Alderson) ผู้ร่วมก่อตั้งแอปหาคู่ So Syncd ได้ระบุว่า เขาได้ทำการทดสอบโดยให้ผู้ใช้งานตอบคำถามเกี่ยวกับจิตวิทยา จึงได้บทสรุปว่าคนกว่า 90% ให้ความสนใจกับบุคลิกภาพมากกว่า เขาจึงกล่าวเสริมอีกว่า จากผลสำรวจคู๋รักกว่า 1,000 คู่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคู่รักที่เลือกคบกันเพื่อหน้าตาเป็นอันดับแรกมักมีเปอร์เซ็นต์การเลิกรากันสูงกว่าคู่รักที่เลือกมองที่นิสัยและบุคลิกภาพเป็นอันดับแรก  เหตุผลที่คนฉลาดมักมีเสน่ห์น่าดึงดูดมากกว่า คนเก่งและฉลาดมักมีเสน่ห์ที่พิเศษที่สามารถทำให้คนรอบข้างประทับใจได้มาก นักจิตวิทยาได้ศึกษาและอธิบายเกี่ยวกับสิ่งนี้ไว้หลายปัจจัยที่ทำให้คนเช่นนี้มีเสน่ห์ทางสังคม ดังนี้ จากทั้งหมดที่กล่าวมาจึงจะเห็นได้ว่าการได้อยู่ใกล้กับคนที่ฉลาดและมีไหวพริบมักดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างอยู่เสมอ […]

เรื่องลับๆ ของขวดไวน์ ที่คุณไม่รู้

เรื่องลับๆ ของขวดไวน์

เชื่อว่าหลายคนคงได้มีโอกาสดื่มไวน์ ไม่ว่าจะราคาถูกหรือแพงก็ตาม แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในขวดไวน์ที่ดูแสนจะธรรมดานั้นมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ฉะนั้นวันนี้เราจึงจะมาเปิดความลับที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ ใน เรื่องลับๆ ของขวดไวน์ ที่คุณไม่รู้ ไวน์นั้นมีต้นกำเนิดมานับพันปี ในยุคหนึ่งมนุษย์เชื่อไวน์เป็นเครื่องดื่มจากพระเจ้า เพราะมันมีรสชาติที่ดีและให้ความเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะชนชั้นสูงหรือคนจนก็ยังได้ดื่มไวน์ที่ตนสร้างขึ้นที่มีรสชาติเหมือนกัน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนรสชาติของมันก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย มีเพียงขวดเท่านั้นที่มีวิวัฒนาการหลายครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ 1.ทำไมปริมาณในขวด ต้องเป็น 700 มิลลิลิตร การเริ่มต้นที่จำนวนมาตรฐานของไวน์ที่อยู่ในขวด 750 มิลลิลิตร นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความสะดวกในการจดจำ ทั้งหมดนี้เริ่มต้นในยุคที่น้ำเมาที่สร้างจากผลไม้นั้นไม่ได้ถูกบรรจุในขวด เพราะในท้องตลาดยุโรปของศตวรรษที่ 19 ขวดไวน์ตั้งแต่แรกๆ จะถูกบรรจุในปริมาตร 750 มิลลิลิตร เพราะว่าปริมาณเท่านี้เหมาะสมกับการบ่มไวน์ในถังขนาด 225 ลิตร ทำให้แต่ละถังสามารถสร้างไวน์ได้ 300 ขวดพอดี จึงใช้มาตรฐานนี้เรื่อยมา และยังทำให้ไวน์ที่อยู่ในขวดแต่ละขวดได้รับรสชาติที่ตรงกับมาตรฐานและเต็มไปด้วยคุณค่า  2.ทำไมขวดไวน์ต้องก้นบุ๋ม ความนิยมในการผลิตขวดไวน์ที่มีรอยบุ๋มที่ก้นขวดไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่กลับเป็นที่นิยมในวงกว้างในยุคปัจจุบัน บางครั้งความแตกต่างในรูปแบบของบุ๋มก้นขวดไวน์ก็ส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพของเหล้าไวน์ได้ ฉะนั้นสาเหตุหลักที่ขวดไวน์มักมีรอยบุ๋มที่ก้นคือเพื่อให้มีที่ที่เหมาะสมในการรวมกากไวน์หรือ Sediment กากไวน์นั้นเป็นส่วนผสมธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตไวน์ และมักจะตกสะสมที่ก้นขวด รอยบุ๋มนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนและสะดวกต่อการหยิบจับขวดไวน์ ไวน์ที่มีรอยบุ๋มน้อยหรือไม่มีเลยก็มีอยู่ในท้องตลาด เช่น ไวน์ขาวจากแคว้นอัลซาส (Alsace) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ไวน์ประจำแคว้นนี้ไม่เพียงแค่ไม่มีรอยบุ๋มแต่ยังมีลักษณะขวดที่ผอมและสูงกว่าขวดไวน์ปกติ และที่สำคัญมันยังเป็นไวน์ชั้นดีของโลกอีกด้วย ในทางปฏิบัติ การมีรอยบุ๋มที่ก้นขวดยังมีไว้เพื่อเพิ่มความถนัดในการจับขวดให้กระชับสำหรับการรินไวน์ […]

3 แฟชั่นที่สร้างมาเพื่อผู้ชาย ก่อนจะแพร่หลาย

แฟชั่นที่สร้างมาเพื่อผู้ชาย

เมื่อพูดถึงแฟชั่น เราต่างอาจนึกถึงภาพของเครื่องแต่งกายที่ดูแปลกตา และส่วนมากจะเป็นเครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับที่สร้างมาเพื่อขายให้กับคุณผู้หญิงเสียมากกว่า แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเครื่องแต่งกายที่สำคัญๆ อยู่จำนวนไม่น้อยที่แรกเริ่มมันถูกสร้างมาเพื่อผู้ชายก่อนที่ท้ายที่สุดจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปในทุกเพศทุกวัย วันนี้เราจึงพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับ 3 แฟชั่นที่สร้างมาเพื่อผู้ชาย ก่อนจะแพร่หลาย รองเท้าส้นสูง การสวมรองเท้าส้นสูง ในประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ชาวเปอร์เซียนิยมที่ใช้รองเท้าที่มีส้นสูงในการขึ้นหลังม้า เพื่อทำให้เหมาะสมในการเหยียบที่วางเท้าและเกาะได้fขณะขี่ทำความเร็ว ต่อมาในปี 1599 ชาวเปอร์เซียได้อพยพเข้าสู่ทวีปตะวันตก เพื่อรับสมัครทหารเพื่อทำสงดีรามกับจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งทำให้รองเท้าส้นสูงเริ่มเป็นที่สนใจและได้รับความนิยมของชนชั้นสูงไม่นานหลังจากนั้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสได้นำรองเท้านี้มาใส่เพราะพระองค์มีส่วน 162เซนติเมตร จึงโปรดปรานการสวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ โดยทรงชอบสีแดงติดโบว์ นอกจากนี้ ขุนนางต่างๆ ในราชสำนักก็ได้ทำตาม  ดังนั้นรองเท้าส้นสูงจึงกลายมาเป็นเครื่องแต่งกายของชาวยุโรปที่ทั้งชายและหญิงสวมใส่ รองเท้าส้นสูงสำหรับผู้ชายในตอนแรกมักมีส้นหนา แต่หลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในปลายยุค 1780’s รองเท้าส้นสูงก็เริ่มกลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในหมู่ชาวยุโรปในขณะที่ผู้ชายก็ให้ความนิยมลดลงเรื่อยมา หมวก ประวัติศาสตร์ของหมวกได้ผ่านการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยและความต้องการของมนุษยชาติ คำว่า ‘หมวก’ ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีลักษณะเป็นคำนาม หมายถึง เครื่องสวมศีรษะที่มีรูปร่างต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องประดับหรือกันแดดกันฝน เป็นต้น หมวกในยุคกรีกโบราณถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของหมวกในยุคแรก ๆ โดยวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อให้ทหารใส่ในขณะทำการรบ เพื่อป้องกันอาวุธและยังติดปลายแหลมหรือดาบเพื่อใช้เป็นอาวุธได้ อีกทั้งยังมีการฝึกการใช้หมวกเพื่อเป็นอาวุธในยามฉุกเฉินอีกด้วย โดยมีการแบ่งจำแนกชนิดของเป็นหลายแบบ เช่น หมวกชนิด Pileus […]

เทคนิคลับจับคนโกหก

เทคนิคลับจับคนโกหก

คุณเคยโกหกหรือไม่? ถ้าเคย แล้วคุณทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร? มนุษย์เราทุกคนล้วนต้องมีสิ่งที่อยากจะปิดบัง แม้แต่กับคนใกล้ชิดก็ไม่อาจเปิดเผยได้ แม้ในใจคุณอาจจะรู้สึกอึดอัดแต่บางครั้งการโกหกก็ทำให้เราและคนรอบข้างสบายใจได้มากกว่า แน่นอนว่าหากสิ่งที่คุณซ่อนเอาไว้นั้นเป็นแค่การปิดบังไม่เปิดเผยก็จะไม่มีใครสงสัย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณต้องบิดเบือนความจริงจนกลายเป็นการโกหกแล้วละก็ คำโกหกเหล่านั้นจะนำปัญหามาให้คุณในอนาคตอย่างแน่นอน และที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าทุกคนโกหกจะโชคดี เพราะบางทีมันก็ถูกจับได้อย่างงง่ายดาย ฉะนั้นวันนี้เราจะมาเผยเคล็ดลับจับคนโกหก กับ เทคนิคลับจับคนโกหก “ไม่มีความลับในโลก” คำกล่าวนี้ยังคงเป็นจริงเสมอมาไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ตาม การจับคนโกหกก็ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนกัน โดยเฉพากับผู้ที่ถูกฝึกมาอย่างดีอย่างตำรวจสืบสวน พวกเขามีกลเม็ดเด็ดมากมายที่จะทำให้คุณเปิดปากพูดความจริง แล้วคุณอยากรู้ไหมว่าพวกเขามีเทคนิคอะไร วิธีสังเกตคนโกหก ง่ายๆ การตรวจจับคนที่กำลังโกหกต้องอาศัยฝีมือและศึกษาค้นคว้าอย่างเกี่ยวกับจิตวิทยาและพฤติกรรมอย่างลึกซึ้ง เพราะผู้โกหกจะมีวิธีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไป หรือพวกเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงท่าทางของพวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ดังนั้นการใช้เทคนิคในการจับคนโกหกต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบข้อมูลและพฤติกรรมของคนที่เราสงสัยว่ากำลังโกหก และนี่คือเทคนิคบางอย่างที่จะช่วยในการจับคนโกหก ทั้งหมดนี้คือวิธีการสังเกตในเบื้องต้น เพราะภาษากายของมนุษย์คือสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของสมอง ทำให้บางครั้งแม้ผู้ปกปิดจะพยายามข่มเอาไว้เพียงได้ มันก็ยังสามารถหลุดรอดออกมาได้ ทักษะการสังเกตนี้ต้องอาศัยความชำนาญจึงจะจี้ปมได้ถูกต้อง การโกหกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท Lindgkold และ Walters (1983) จัดรูปแบบการโกหกเป็น 6 ประเภท ตามลำดับที่มีการยอมรับมากที่สุดถึงน้อยที่สุด ดังนี้ สรุป ไม่ว่าคุณจะโกหกเพื่อจุดประสงค์อะไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือความทุกข์ทรมานในจิตใจของคุณเอง เพราะความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครรู้ได้นั้นมันจะคอยตามหลอกหลอนคุณตลอดเวลาจนกระทั่งมันระเบิดออกมาในที่สุด ต่อให้คุณจะปิดบังมันได้ดีแค่ไหน หรือฝึกฝนทักษะกรปกปิดมาแนบเนียนแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว ความลับนั้นจะถูกเปิดเผยด้วยเทคนิคลับจับคนโกหก

ด้านมืดของนักกล้าม ที่คนทั่วไปไม่รู้

ด้านมืดของนักกล้าม ที่คนทั่วไปไม่รู้

การออกกำลังกายในปัจจุบันได้เริ่มขยับไปอีกระดับ เป็นที่มาของการสร้างกล้ามเนื้อและรูปร่างที่สวยงาม นอกจากการเน้นที่ซิกซ์แพ็กและวีเชพพวกเขายังพยายามสร้างเส้นเลือดปูดตามร่างกายเพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง การสร้างเส้นเลือดนี้เริ่มต้นที่มือไปจนถึงไหล่ และถือเป็นสัญลักษณ์ของนักเล่นกล้ามในสมัยนี้ แต่ความงามและความแข็งแกร่งทั้งหมดนั้นมันต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แต่สิ่งที่ต้องแลกมากไปกว่านั้นก็คือปัญหาสุขภาพจิตที่คนในไม่เคยบอกให้คุณรู้ วันนี้เราจึงจะนำ ด้านมืดของนักกล้าม ที่คนทั่วไปไม่รู้ มาเปิดเผย เพื่อเป็นแนวทางให้คนที่คิดจะเล่นกล้ามรู้ไว้เพื่อป้องกันตัว ร่างกายที่แข็งแรงนี้ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายและสร้างกล้ามเนื้ออย่างหนักเท่านั้น มันยังเป็นจุดเริ่มต้นของโรคอุบัติใหม่ที่มีชื่อว่า “โรคไบกอร์เร็กเซีย” หรือ “มัสเซิล ดิสมอร์เฟีย” ซึ่งเป็นโรคของคนที่มีอาการเสพติดกล้ามเนื้อใหญ่เกินไป โรคนี้มักทำให้ผู้ป่วยไม่มีความพอใจในกล้ามเนื้อที่มีอยู่และยังมีความกังวลเรื่องการกิน  โรคไบกอร์เร็กเซีย คืออะไร? โรคไบกอร์เรกเซียหรืออนอเร็กเซียเนอโวซ่า (Anorexia Nervosa) เป็นภาวะสุขภาพจิตที่เกิดจากความผิดปกติในพฤติกรรมการกิน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักมีปัญหาทางจิตใจที่ทำให้พวกเขาเชื่อว่าการควบคุมการกินของตนเองเท่ากับการควบคุมชีวิตของตน พวกเขาจึงมักลดปริมาณอาหารและออกกำลังกายมากเกินไป ผลลัพธ์คือทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โรคนี้มักเกิดมากที่สุดในผู้หญิง ซึ่งมันสิ่งผลเสียมากกว่าผลดี ในทางตรงกันข้ามกับอนอเร็กเซีย มีโรคไบกอร์เรกเซียที่นับเป็นโรคอนอเร็กเซียแบบกลับด้าน คนที่เป็นโรคนี้คิดว่าตัวเองมีรูปร่างเล็กเกินไปและมีกล้ามเนื้อน้อย เพราะฉะนั้นพวกเขาจะพยายามเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อของตนเองด้วยการกินให้มากขึ้น และออกกำลังให้หนักขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักจะไม่ยอมรับและเปิดเผยสภาพของตนเองต่อแพทย์อย่างแท้จริง โรคไบกอร์เรกเซีย ที่ส่งผลต่อนักออกกำลังกาย โรคไบกอร์เรกเซีย (Bigorexia) เป็นภาวะสุขภาพจิตที่มีลักษณะคนที่ป่วยรู้สึกว่าตนมีรูปร่างน้อยเกินไป กล้ามเนื้อน้อยเกินไป หรือไม่แข็งแรงเพียงพอ และมีความไม่พึงพอใจเรื่องรูปร่างของตนเอง ลักษณะของผู้ป่วยที่บ่งบอกถึงความผิดปกตินี้คือการพยายามเพิ่มขนาดและกล้ามเนื้อของตนอย่างไม่เหมาะสม โดยอาจมีการออกกำลังกายที่รุนแรงเกินไปหรือการใช้สารสเตียรอยด์เพื่อเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ แต่ผู้ป่วยมักไม่ยอมรับปัญหาของตนเองและอาจเกิดความเครียด ซึมเศร้า และความวิตกกังวลตามมา การวิจัยทางการแพทย์รายงานว่า ผู้ชายที่มีความสนใจในการออกกำลังกายและการเพาะกายมากนั้น มีโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคไบกอร์เรกเซีย โรคนี้มักเกิดจากความไม่พึงพอใจต่อรูปร่างของตนเอง ผู้ป่วยอาจมีความตั้งใจเกินไปที่จะควบคุมรูปร่างและกล้ามเนื้อเพื่อผลลัพพ์ในการแข่งขัน […]

จิตวิทยาทายใจผ่านท่านั่ง

จิตวิทยาทายใจผ่านท่านั่ง

รู้หรือไม่ ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เรากำลังรู้สึกหรือคิดอยู่ในใจมันมักจะแสดงออกมาทางพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ โดยที่บางครั้งเราเองก็ไม่รู้ตัว แต่ทว่าท่าทางหรือบุคลิกภาพเหล่านั้นสามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยา ตามหลักทฤษฎีของนักจิตวิทยา 90% ของความรู้สึกของคุณจะแสดงออกมาสู้ภายนอก แม้ว่าคุณอาจจะไม่รู้ตัวก็ตามแต่ท่าทางที่คุณนั่งอยู่ตอนนี้บอกถึงอารมณ์และบุคลิกของคุณได้อย่างชัดเจน วันนี้เราจึงนำเทคนิคการอ่านใจคนจากท่านั่งในบทความ จิตวิทยาทายใจผ่านท่านั่ง ที่คุณควรรู้ เพื่อจะได้อ่านใจฝ่ายตรงข้ามออก อย่าลืมว่าวิธีการอ่านความรู้สึกในใจไม่เครื่องการันตีว่าจะถูกต้องเสมอไป แม้แต่นักจิตวิทยาก็ยังอ่านความรู้สึกของคนด้วยวิธีนี้ได้ถูกต้องเพียง 80% เท่านั้น ฉะนั้น ข้อต่อไปนี้เป็นวิธีการอ่านความคิดจากท่านั่งง่ายๆที่เรานำมาฝากกัน ท่านั่งที่ 1: นั่งขัดสมาธิ การนั่งขัดสมาธิบนพื้นนั้นเป็นท่าทางที่สื่อความสงบและความไร้กังวล เป็นท่านั่งที่สบายและผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกโล่งและเปิดกว้างให้กับสิ่งใหม่ๆ ท่าทางนี้บ่งบอกถึงความยืดหยุ่นทางอารมณ์ของคุณที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ท่านั่งนี้เป็นท่าทางที่สื่อถึงความยืดหยุ่นทางอารมณ์  ฉะนั้นหากคุณกำลังพูดคุยอยู่กับคนที่อยู่ในทางนั่งแบบนี้แล้วละก็คุณสามารถใส่รายละเอียดที่คุณต้องการสื่อสารได้เต็มที่เพราะเขาจะฟังคุณอย่างตั้งใจ ท่านั่งที่ 2: หลังตรง  การนั่งหลังตรงหมายถึงความมั่นอกมั่นใจและเป็นท่านั่งที่แสดงถึงความแข็งแกร่งอกอาจไม่กลัวสิ่งใด และยังเป็นท่านั่งที่สื่อว่าเขาพร้อมที่จะรับฟังทุกคำพูดของฝ่ายตรงข้าม อีกฉะนั้นแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะคุยกับคนลักษณะแบบนี้เพราะนั่นหมายความว่าเขาเองก็มีความรู้ความสามารพอที่จะโต้แย้งกับคุณได้  อย่างไรก็ตามการนั่งหลังตรงแสดงให้เห็นถึงบุคลิคที่ดีของผู้นั่ง ทำให้เป็นที่น่าจับตามองในความสามารถที่เขาซ่อนมันเอาไว้ ท่านั่งที่ 3: นั่งเอน การนั่งเอนคือท่าทางที่บ่งบอกว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงการคิดวิเคราะห์ พร้อมเปิดรับข้อมูลและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว ท่านั่งนี้บ่งบอกถึงความชอบที่จะพิจารณาสิ่งต่างๆ เขามักจะเป็นคนที่จดจำได้ทุกรายละเอียดของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแม้ว่าจะไม่ได้เพ่งมองมันก็ตาม อีกนัยหนึ่งนั่นหมายความว่าคนที่นั่งในลักษณะนี้กำลังระมัดระวังตัวอยู่หรือกำลังซ่อนบางสิ่งเอาไว้  นอกจากนี้ยังบ่งบอกว่าคนนั้นเป็นคนมีน้ำใจและมักสังเกตความรู้สึกและอารมณ์ของผู้อื่น ฉะนั้นท่านั่งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการคิดและความรอบรู้ ท่านั่งที่ 4: นั่งวางแขนไว้ที่เก้าอี้ การใช้ที่วางแขนเป็นท่าทางที่บ่งบอกถึงความอ่อนไหวและความสนใจที่ผู้นั้นมีต่อสิ่งรอบข้าง ท่านั่งนี้ช่วยให้คุณรู้สึกมั่นคงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่วางแขนช่วยให้รู้สึกสะดวกสบายและปลอดภัย เพราะฉะนั้นหากคุณเจอฝ่ายตรงข้ามที่กำลังอยู่ในท่านั่งแบบนี้นั่นหมายความว่าเขากำลังรู้สึก กังวล […]

10 อันดับ ประเทศที่มีการนอกใจมากที่สุด

ประเทศที่มีการนอกใจมากที่สุด

การนอกใจเป็นเรื่องที่ทำให้ความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นทางอารมณ์ระหว่างคู่รักเสียหายได้ ภายในประเทศแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมและสภาพสังคมที่มีผลต่อปฏิสัมพันธ์นี้อย่างแตกต่างกันไป ดังนั้น ในบทความนี้ เราจะสำรวจดู “10 อันดับ ประเทศที่มีการนอกใจมากที่สุด” โดยใช้ข้อมูลสถิติและวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุที่ทำให้คนนอกใจ การนอกใจไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัยส่วนตัวหรือความมักมาก แต่จากการสำรวจยังมีสาเหตุอื่นอีกด้วยที่ทำให้คนนิยมนอกใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องบนเตียงที่คนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ประกอบกับความเชื่อที่เปลี่ยนไป ซึ่งแต่ก่อนคนมักจะเชื่อว่าการนอกใจนั้นเป็นบาป หรือการคบซ้อนหลายใจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ปัจจุบันเรื่องเหล่านี้กลายเป็นถูกเปิดกว้างมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุผลที่ต้องการศึกษาคนที่จะมาเป็นคู่ครองในอนาคต จึงทำให้มีการคบซ้อนกันหลายคนเพื่อเลือกคนที่ดีที่สุด และนี่ก็กลายเป็นค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกด้วย เช่น การละเลย การไม่ใส่ใจ ความเหงา ความตื่นเต้นท้าทาย นิสัยส่วนตัว และ อาการผิดปกติทางจิต  ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ใครนอกใจมากกว่ากัน ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นที่นอกใจคนรักเพื่อความสนุก แต่ผู้หญิงเองก็มีไม่น้อย โดยฝ่ายชายนั้นมักมีการนอกจากถึง 23% จากการสำรวจผู้ชายทั้งหมด และฝ่ายหญิง 13% จากการสำรวจ จึงจะเห็นว่าไม่ว่าจะเพศไหนก็มีจำนวนไม่น้อยเลย และทุกคู่ที่มีปัญหานอกใจมักมีเปอร์เซ็นต์การเลิกราถึง 54.5% เลยทีเดียว จัดอันดับความนอกใจ ทั่วโลกมีจำนวนประเทศกว่า 195 ประเทศ และประเทศไทยก็ดันติดหนึ่งในสิบของประเทศที่มีการนอกใจมากที่สุด นั่นเป็นเพราะคนไทยเป็นคนรักสนุก เข้าหาได้ง่าย และมักจะเปิดกว้างให้กับทุกคน นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีโอกาสเกิดการนอกใจมากที่สุด แต่จะอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ไปดูกัน […]

8 อันดับ ประเทศที่ไม่มีใครอยากโจมตี

ประเทศที่ไม่มีใครอยากโจมตี

เมื่อพูดถึงเรื่องของสงครามและการต่อสู้กันนั้น เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงเรื่องการสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และดินแดน แต่ทว่า ในประวัติศาสตร์การสู้รบกันเองของมนุษย์จะมีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่ไม่เคยได้ลิ้มรสการถูกโจมตีเลย โดยในบทความนี้จะเป็นการพูดถึงประเทศที่อยู่อย่างสงบโดยปราศจากสงครามจากภายนอกโดยนับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศขึ้นมา กับ 8 อันดับ ประเทศที่ไม่มีใครอยากโจมตี ในประวัติศาสตร์สงครามที่ถูกยกย่องให้เป็นมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และเป็นสงครามที่มีการสูญเสียมากที่สุดได้แก่สงครามโลกครั้งที่สอง และนั้นก็เป็นจุดเรียนรู้ของมนุษย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต เพราะนอกจากความสูญเสียแล้วสงครามก็ไม่เคยมอบอะไรให้กับโลกใบนี้เลย แต่ในความโชคร้ายนี้ก็ยังมีบางประเทศที่ไม่เคยต้องได้ลิ้มรสการถูกรุกราน แม้ว่าบางประเทศในการจัดอันดับนี้จะมีส่วนในการเข้าร่วมสงครามก็ตาม แต่จากสถิติแล้วพวกเขาไม่เคยถูกฆ่าศึกบุกยึดแผ่นดินเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ฉะนั้นจะมีประเทศไหนบ้างเชิญติดตามได้ดังต่อไปนี้ อันดับ 8 อิหร่าน ว่ากันว่าอิหร่านเป็นประเทศอาหรับที่อยู่ในภูมิศาสตร์ที่ดีที่สุด เพราะถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาสูงทั้งสามด้านและยังมีทะเลอีกหนึ่งด้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปราการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถป้องกันการโจมตีได้ดี และที่สำคัญภายในประเทศยังเป็นประเทศที่แห้งแล้ง พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยทะเลทราย ทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่คิดหวังจะเข้ามาโจมตีคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดในตอนกลางวันและหนาวเย็นในตอนกลางคืน อีกทั้งยังมีพายุทะเลพัดผ่านตอดเวลา นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ทำให้อิหร่านเป็นประเทศที่ไม่มีใครอยากยุ่งด้วยก็เพราะเขาสามารถผลิตขีปนาวุธใช้เองได้ และยังเชื่อกันว่าด้านใต้ดินมีอุโมงค์ลับนับไม่ถ้วนที่เก็บซ่อนอาวุธชนิดนี้เอาไว้ อันดับ 7 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ถูกล้อมไปด้วยทะเลลึก มีฝูงฉลามมากมาย อีกทั้งบนบกยังเต็มไปด้วยสัตว์อันตรายและมีพิษ เช่น งู จระเข้ เสีย หมี อื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นภัยต่อมนุษย์ ทำให้ศัตรูที่ไม่ชำนาญในพื้นที่ไม่กล้าบุกเอาชีวิตไปทิ้ง  ในประวัติศาสตร์ที่น่าอับอายของออสเตรเลียพวกเขาเคยแพ้สงครามให้กับนกอีมู เพราะมันมีจำนวนมหาศาลและดุร้ายจนรัฐบาลต้องประเทศยอมแพ้ และครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยพยายามจะบุกยึดแต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะได้เห็นภูมิศาสตร์ที่น่ากลัว อันดับ 6 ภูฏาน ภูฏานเป็นประเทศที่มีกองกำลังทหารเล็กมาก […]