5 เรื่องแปลกที่เคยเกิดขึ้นกับไทย

รู้ไม่ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยก็เคยเกิดอะไรแปลกๆด้วยเช่นกัน แปลกถึงขนาดที่ว่าชาวต่างชาติเข้ามาเห็นยังต้องร้อง แต่สำหรับคนไทยอาจมองเป็นเรื่องธรรมดา ทว่า ยุคหนึ่งที่มีการทำสงครามอย่างต่อเนื่องกระจายอยู่ทั่วโลก ไทยจึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่เพื่อให้ทันต่อโลกและเพื่อไม่ให้ต่างชาติใช้ความแปลกต้องนี้มาเป็นข้ออ้างในการกระทำบางอย่าง ฉะนั้น วันนี้เราจะมาพูดถึง 5 เรื่องแปลกที่เคยเกิดขึ้นกับไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

1.ประเทศไทยเคยมีกระทรวงเวทย์มนต์

1.ประเทศไทยเคยมีกระทรวงเวทย์มนต์

ในอดีตของประเทศไทยเคยมีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์และการรักษาโรคต่างๆด้วยเวทมนตร์ และในตอนนั้นมีการเรียกชื่อกระทรวงนี้ว่า “กระทรวงแพทยาคม” หรือบางที่ก็เรียกว่า “ศาลกระทรวงแพทยา” โดยกระทรวงนี้มีหน้าที่สอบสวนและพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการกระทำทางไสยศาสตร์

คำว่า “แพทยาคม” มาจากคำว่า “แพทย์” ที่หมายถึง หมอรักษาโรค และ “อาคม” ที่หมายถึง เวทมนตร์ ดังนั้น “แพทยาคม” มีความหมายว่า การรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ ในประวัติศาสตร์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากระทรวงนี้เกิดขึ้นในสมัยใดแต่มีหลักฐานการกล่าวถึงในหลายรัชสมัย รัชกาลที่ ๓ และ รัชกาลที่ ๕

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๓๔ กระทรวงนี้ก็ถูกยุบ ด้วยเหตุผลว่าล้าหลังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาประเทศในสมัยรัชกาลที่ ๕ 

2.ถูกห้ามบ้วนน้ำหมาก

“วัฒนธรรมการกินหมากของคนไทย”

การกินหมากเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยมาอย่างยาวนาน ในเอกสารจีนโบราณได้กล่าวถึงกลุ่มชนฟันดำ หรือคนที่กินหมาก ที่ถูกบันทึกไว้เมื่อราว 200 ปีก่อน

ในสมัยอยุธยาการกินหมากถือเป็นประเพณีที่สำคัญ จากหนังสือ “จดหมายเหตุของลาลูแบร์” ที่บันทึกเหตุการณ์สมัยนั้นกล่าวถึงการบริโภคหมากเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับแขก อีกทั้งเครื่องเชี่ยนหมากยังบ่งบอกถึงฐานะของผู้นั้นได้อีกด้วย

แต่ตามาในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม การกินหมากถูกห้าม ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายพัฒนาชาติ และสั่งห้ามไม่ให้มีการบ้วนน้ำหมากลงที่สาธารณะ เนื่องจากชาวสยามนั่นนิยมเคี้ยวหมากและบ้วนทิ้งทุกที่ทำให้เมืองสกปรกไปด้วยน้ำแดง

2.ถูกห้ามบ้วนน้ำหมาก

3.ห้ามนุ่งโจงกระเบน

เช่นเดียวกันใยสมัยของจอมพล ป. ได้มีการประกาศเรื่องระเบียบการแต่งกายของชาวสยามใหม่ เพราะคนสยามในสมัยนั้นไม่นิยมใส่เสื้อทั้งชายและหญิง หากเป็นหญิงวัยรุ่นก็จะมีแค่ผ้าคาดอก ถ้าสูงอายุก็จะถอดหมด ทำให้เป็นที่อุจาดตา และและการนุ่งโจงกระเบนก็ดูไม่ทันสมัยจึงได้สั่งให้ผู้หญิงนุ่งเป็นผ้าถุงแทน 

ในช่วงแรกก็มีความยากลำบากอยู่มากเพราะคนสยามไม่คุ้นชินกับการนุ่งผ้าถุง ครั้นบางรายก็ใส่ผ้าถุงทับโจงกระเบนเลยก็มี ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มใส่กันจนชิน

4.ถูกห้ามเล่นดนตรีไทย

ดนตรีไทย แม้จะเป็นดนตรีประจำชาติไทย แต่ในสมัยที่บ้านเมืองต้องก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เพื่อให้เป็นชาติที่พัฒนาไม่ล้าหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นข้ออ้างในการยึดประเทศ ประไทยก็เริ่มได้รับอิทธิพลทางดนตรีตะวันตก และดนตรีไทยก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในสมัยนั้น ห้ามไม่ให้มีการร้องรำรื่นเริงกันเอง แต่จะถูกจำกัดให้เล่นเฉพาะงานพิธีที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เรียกได้ว่าสมัยหนึ่งดนตรีไทยเคยอยู่ในยุคที่ยากลำบากมาก่อน

5.ทหารผีไทยในสงครามเวียดนาม

5.ทหารผีไทยในสงครามเวียดนาม

มีคำกล่าวหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากในสมัยสงครามเวียดนามเกี่ยวกับทหารไทย และเรื่องนี้ยังถูกพูดถึงโดยกองทัพอเมริกาที่เคยกล่าวสดุดีความกล้าของทหารไทยเอาไว้ โดยในสมัยนั้นไทยได้ส่งทหารราบเข้าร่วมรบและวีรกรรมที่ว่ายิงไม่เข้าฆ่าไม่ตายก็กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่ว จนทหารเวียดนามต้องร่อนจดหมายออกเตือนทหารเวียดนามตามฐานต่างๆ โดยมีใจความว่า

ถ้าปะทะกับศัตรูที่ยิงต่อสู้เป็นระยะๆ และมีปืนใหญ่ยิงสนับสนุนให้รู้ไว้ว่านั่นคือทหารอเมริกา

ถ้าปะทะกับศัตรูที่ยิงต่อสู้แล้วหมอบหรือคลานต่ำให้รู้ว่านั่นคือทหารเวียตนามใต้

ถ้าปะทะกับศัตรูที่ยิงต่อสู้แล้วอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหวให้รู้ไว้ว่านั่นคือทหารลาว

ถ้าปะทะกับศัตรูที่ไม่มีปืนใหญ่สนับสนุน ไม่รู้จักหยุดยิงเคลื่อนที่เข้าหาอย่างเดียว บางรายยิงไม่เข้า บางรายฆ่าไม่ตาย จงระวังไว้นั่นคือทหารไทย

ทันทีที่จดหมายฉบับนี้ถูกร่อนออกไป ทหารไทยก็ถูกขนานนามว่าเป็นทหารผี ทั้งที่ในความจริงแล้วก็มีทหารจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตในสนามรบ ส่วนเรื่องเครื่องรางสำหรับคนไทยก็ย่อมต้องมีไว้เพื่ออุ่นใจ แต่นักวิชาการบางท่านก็ว่านั่นอาจจะเป็นกลวิธีที่ทหารไทยใช้หลอกทหารฝ่ายตรงข้ามให้เสียขวัญกำลังใจนั่นเอง

5.ทหารผีไทยในสงครามเวียดนาม

สรุป

ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ในบางวัฒนธรรมของไทยได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง เพราะหากเราลองมองย้อนกลับไปว่าถ้าบรรพบุรุษของเราไม่ยอมรับที่จะปรับเปลี่ยนเรื่องเหล่านนี้ ป่านนี้ประเทศไทยก็คงจะได้เจออะไรแปลกๆเช่นนี้อยู่ทั่วประเทศไปหมด และในหลายประเทศก็เป็นบทเรียนให้เห็นแล้วว่าการเป็นชาตินุรักษ์นิยมนั้นแม้จะส่งผลดีต่อวิถีชีวิตที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก แต่ความพัฒนาของประเทศก็ถูกหยุดหรือชะลอเอาไว้เช่นนั้น เพราะหากเราต้องการให้ชาติพัฒนา ฉะนั้นแล้ว วัฒนธรรมอะไรที่จะเป็นตัวถ่วงความเจริญเราก็ต้องยอมที่จะสละมันทิ้งไปบ้าง และทั้งหมดนี้คือ 5 เรื่องแปลกที่เคยเกิดขึ้นกับไทย  

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG

Tag
4ประเทศที่มีค่าสกุลเงินต่ำกว่ารูปีอินเดีย (1) 4ร้านสุดปังในเมียงดง (1) 5หนังสือแนะนำ ที่ผู้ประกอบการควรอ่าน (1) 7 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด (1) 7 สวนสนุกร้างในญี่ปุ่นที่คุณต้องไม่พลาด (1) 7 สิ่งมหัศจรรย์ในตำนานที่หายไป (1) 7วิธีการทำสมาธิที่เหมาะกับคุณ (1) 8 สถานที่ สัมผัสงานหัตถกรรมแบบเกียวโต (1) 8 สถานที่แรงบันดาลใจ ตามรอยการ์ตูนค่าย Studio Ghibli (1) 8 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณขาดวิตามิน (1) 8 สิ่งที่วิศวกรทุกคนต้องการบนโต๊ะทำงาน (1) 8 อาหารสุดแปลกในแถบเอเชีย (1) 9 ความลึกลับใต้น้ำที่ถูกค้นพบ (1) 10 วิธีควบคุมอารมณ์โกรธ (1) 10 อันดับส่วนผสมทำเค้กที่คุณอาจนึกไม่ถึง (1) 10 อาหารที่ถูก และดีต่อสุขภาพ (1) 10 เมืองน่าเที่ยวที่ทำให้คุณมีความสุข (1) 10 ไอเดียเขียนไดอารี่ที่จะทำให้คุณมีความสุขและใจเย็นมากขึ้น (1) ขนตูดมีไว้ทำไม (1) ข้อควรรู้ เลือกเครื่องซักผ้า ฝาล่างหรือฝาบน (1) คาเฟ่หอมหวานที่เชิงหว่าน at ฮ่องกง (1) จริงหรือไม่ที่ฉลามสายตาไม่ดี (1) ตัวหอมด้วยการกิน (1) ประเทศอินเดีย (1) ผลไม้สุขภาพดี (1) ผลไม้อบแห้ง ขนมยอดฮิตใน TIKTOK (1) พิธีกรรมเสริมความงามสาวอินเดีย (1) มารู้จัก โรคหน้านิ่ง จนคิดว่าหยิ่ง (1) รวมมีมแมวที่ชาวเน็ตใช้กันมากที่สุด (1) รอยสัก (1) รู้หรือไม่ เข็มแทงน้ำเกลือไม่ได้ฝังอยู่ในมือ (1) ลายสัก (1) วัฒนธรรมสักลาย ไทย ญี่ปุ่น เมาคลี (1) ออกกำลังกาย (1) อาหารแปลก (1) เกร็ดความรู้ (28) เครื่อง แปลภาษา (1) เคล็ดลับการตื่นเช้าให้สดชื่นที่คุณควรรู้ (1) เคล็ดลับต่างๆ (37) เคล็ดลับทำให้ดูเด็ก (1) เคล็ดลับสร้างความสุข (1) เที่ยวรอบโลก ด้วยเครื่อง 42 แปลภาษา (1) เมเฮนดี (1) เรื่องน่ารู้ (172) แมวน่ารัก (1)