ทำไมยาพารา จึงกลายเป็นยาวิเศษ

เจ็บป่วยเมื่อไหร่ก็คว้ายาพารามากิน เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมทำไมยาพารา จึงกลายเป็นยาวิเศษที่ไม่ว่าจะเจ็บปวดด้วยสาเหตุอะไรก็สามารถบรรเทาลงได้ทั้งหมด วันนี้เรามีสาระน่ารู้เกี่ยวกับยาพาราและข้อควรระวังที่ควรรู้มาฝาก

ยาพารา คืออะไร

ยาพารา คืออะไร

พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือ อะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) ทั้งหมดมีมาจากคำว่า para-acetylaminophenol เป็นยาที่สามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC) มีฤทธิ์ที่ช่วยแก้ปวดและลดไข้ ซึ่งเป็นยาพื้นฐานที่นิยมใช้เพื่อบรรเทาอาการไข้ ปวดศีรษะ และอาการปวดเมื่อย รวมถึงการรักษาโรคหวัดและไข้หวัด พาราเซตามอลประกอบด้วยส่วนผสมที่ไม่ใช้สเตรอยด์ (NSAIDs) และโอปิออยด์ พาราเซตามอลมีความสามารถในการรักษาอาการปวดตั้งแต่อาการพื้นฐานถึงอาการซับซ้อน

โดยทั่วไปการใช้พาราเซตามอลในปริมาณที่เหมาะสมถือว่าปลอดภัยต่อมนุษย์ แต่หากมีการใช้เกินขนาด (เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อโดส หรือ 4,000 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ หรือเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์) อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อตับได้ บางครั้งผู้ที่รับประทานในปริมาณปกติก็สามารถมีผลกระทบต่อตับเช่นเดียวกับผู้ที่รับประทานเกินขนาด แม้ว่ากรณีดังกล่าวจะพบได้น้อยมาก แต่ความเสี่ยงจากการใช้ยานี้จะเพิ่มขึ้นในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ 

การปรุงยาในอดีต

การปรุงยาในอดีต

ในยุคโบราณมนุษย์ใช้เปลือกต้นหลิว (willow) เป็นยาแก้ไข้ (antipyretic) โดยรู้จักกันดีว่าสารเคมีที่อยู่ในเปลือกหลิวคือ ซาลิซิน (salicins) ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแอสไพรินได้ และสารเคมีในเปลือกซิงโคน่า (cinchona) ก็ได้รับความนิยมในการรักษามาลาเรียซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ได้ด้วย

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1880 เกิดขาดแคลนต้นซิงโคน่า จึงเกิดการค้นหาทางเลือกในการผลิตยาลดไข้ จึงได้ค้นพบ

  • อะซิตานิไลด์ (Acetanilide) ในปี 1886
  • ฟีนาซิติน (Phenacetin) ในปี 1887

ในขณะที่ ฮาร์มอน นอร์ทรอป มอร์ส (Harmon Northrop Morse) สามารถสังเคราะห์พาราเซตามอลได้ในปี 1873 โดยปฏิกิริยารีดักชั่น พารา-ไนโตรฟีนอล (p-nitrophenol) กับ ดีบุกในกรดน้ำส้ม (acetic acid) แต่พาราเซตามอลไม่ได้ถูกใช้เป็นยาเกือบยี่สิบปี จนกระทั่งในปี 1893 พบสารจากพาราเซตามอลในปัสสาวะของผู้ที่ใช้ยาฟีนาซิติน และในปี 1899 ตรวจพบสารพาราเซตามอลเป็นเมตาโบไลต์ของอะซิตานิไลด์

ในปี 1948 เบอร์นาร์ด บรอดี้ และ จูเลียส อะเซลรอด ทดลองใช้ อะซิตานิไลด์ ในโรค เมตทีโมโกบินีเมีย (methemoglobinemia) พบว่าฤทธิ์บรรเทาอาการปวดของอะซิตานิไลด์เกิดจากพาราเซตามอลซึ่งเป็นเมตาโบไลต์ของอะซิตานิไลด์ และพาราเซตามอลมีผลข้างเคียงน้อยกว่าอะซิตานิไลด์ ตั้งแต่นั้นมาพาราเซตามอลก็ถูกใช้เป็นยาแก้ไข้แก้ปวดกันอย่างแพร่หลาย

ในปี 1955 พาราเซตามอลวางตลาดในสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อการค้า Tylenol และในปี 1956 วางตลาดในประเทศอังกฤษ โดยใช้ชื่อการค้า Panadol

ยาแก้ปวดมีกี่ ประเภท

ยาแก้ปวดมีกี่ ประเภท

ยาแก้ปวดสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ 

  1. Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs)
  • Aspirin: มีส่วนผสมที่เรียกว่า ซาลิเซติลแอสิด (salicylate acid) ทำหน้าที่บล็อกเอ็นไซม์ที่ชื่อว่า ไซโคลอกไอน์ (cyclooxygenase) ทำให้เกิดสารโปรสแต็กติน (prostaglandin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบและเจ็บปวด
  • Ibuprofen: มีส่วนผสมที่ลดการอักเสบและเจ็บปวดโดยการบล็อกเอ็นไซม์ไซโคลอกไอน์
  • Ponstan: มีส่วนผสมที่ชื่อว่า มีโซโพรซัท (mefenamic acid) ซึ่งก็มีฤทธิ์ลดการอักเสบและเจ็บปวดเช่นกัน

การทำงานของ NSAIDs คือการบล็อกเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง prostaglandin ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บปวดและอักเสบ

  1. Paracetamol
  • ทำหน้าที่บล็อกส่วนหนึ่งของสารที่เรียกว่า COX (cyclooxygenase) ทำให้ไม่สามารถสร้าง prostaglandin ได้
  • ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบเหมือน NSAIDs แต่มีฤทธิ์ลดไข้และเจ็บปวด

การทำงานของ Paracetamol คือการบล็อกส่วนหนึ่งของ COX ทำให้เกิดฤทธิ์ลดไข้และเจ็บปวด

ทั้งสองกลุ่มยานี้มีส่วนผสมที่ทำให้ลดไข้และเจ็บปวด โดยทำการขัดขวางสารที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด (prostaglandin) และใช้หลักการเดียวกันในการขัดขวางสัญญาณที่ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปยังสมองในกรณีของไข้

ข้อควรระวังเพิ่มเติมสำหรับการใช้ยาแก้ปวด:

ข้อควรระวังเพิ่มเติมสำหรับการใช้ยาแก้ปวด:

  1. ไม่ควรทานเกินขนาดที่แนะนำ การรับประทานยาเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวันหรือ 8 เม็ดต่อวันอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบตับและไต ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ.
  2. รับประทานยาห่างกัน ควรรับประทานยาแต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกินขนาดและลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง
  3. ปรึกษาแพทย์ในกรณีโรคตับ ผู้ป่วยที่มีโรคตับควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา เนื่องจากบางกรณีอาจมีผลกระทบต่อระบบตับ

ทั้งนี้ ผู้ใช้ยาควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์หรือบรรจุภัณฑ์ยาทุกครั้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้การใช้ยาเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สูง

สรุป

และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมทำไมยาพารา จึงกลายเป็นยาวิเศษแม้มันจะไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดนั้นหายไปโยสิ้นเชิง แต่มันก็ช่วยลดอาการป่วยไข้ลงได้ด้วยการหยุดความรู้สึกเจ็บตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม การทานยาพาราในภาวะที่ไม่จำเป็น คือในขณะที่ความเจ็บปวดของเราไม่ได้รุนแรงเกินจะทนได้อาจจะส่งผลเสียงต่อร่างกายได้มากกว่า ฉะนั้นแล้วจึงควรทานอย่างเหมาะสม

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG

Tag
4ประเทศที่มีค่าสกุลเงินต่ำกว่ารูปีอินเดีย (1) 4ร้านสุดปังในเมียงดง (1) 5หนังสือแนะนำ ที่ผู้ประกอบการควรอ่าน (1) 7 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด (1) 7 สวนสนุกร้างในญี่ปุ่นที่คุณต้องไม่พลาด (1) 7 สิ่งมหัศจรรย์ในตำนานที่หายไป (1) 7วิธีการทำสมาธิที่เหมาะกับคุณ (1) 8 สถานที่ สัมผัสงานหัตถกรรมแบบเกียวโต (1) 8 สถานที่แรงบันดาลใจ ตามรอยการ์ตูนค่าย Studio Ghibli (1) 8 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณขาดวิตามิน (1) 8 สิ่งที่วิศวกรทุกคนต้องการบนโต๊ะทำงาน (1) 8 อาหารสุดแปลกในแถบเอเชีย (1) 9 ความลึกลับใต้น้ำที่ถูกค้นพบ (1) 10 วิธีควบคุมอารมณ์โกรธ (1) 10 อันดับส่วนผสมทำเค้กที่คุณอาจนึกไม่ถึง (1) 10 อาหารที่ถูก และดีต่อสุขภาพ (1) 10 เมืองน่าเที่ยวที่ทำให้คุณมีความสุข (1) 10 ไอเดียเขียนไดอารี่ที่จะทำให้คุณมีความสุขและใจเย็นมากขึ้น (1) ขนตูดมีไว้ทำไม (1) ข้อควรรู้ เลือกเครื่องซักผ้า ฝาล่างหรือฝาบน (1) คาเฟ่หอมหวานที่เชิงหว่าน at ฮ่องกง (1) จริงหรือไม่ที่ฉลามสายตาไม่ดี (1) ตัวหอมด้วยการกิน (1) ประเทศอินเดีย (1) ผลไม้สุขภาพดี (1) ผลไม้อบแห้ง ขนมยอดฮิตใน TIKTOK (1) พิธีกรรมเสริมความงามสาวอินเดีย (1) มารู้จัก โรคหน้านิ่ง จนคิดว่าหยิ่ง (1) รวมมีมแมวที่ชาวเน็ตใช้กันมากที่สุด (1) รอยสัก (1) รู้หรือไม่ เข็มแทงน้ำเกลือไม่ได้ฝังอยู่ในมือ (1) ลายสัก (1) วัฒนธรรมสักลาย ไทย ญี่ปุ่น เมาคลี (1) ออกกำลังกาย (1) อาหารแปลก (1) เกร็ดความรู้ (28) เครื่อง แปลภาษา (1) เคล็ดลับการตื่นเช้าให้สดชื่นที่คุณควรรู้ (1) เคล็ดลับต่างๆ (37) เคล็ดลับทำให้ดูเด็ก (1) เคล็ดลับสร้างความสุข (1) เที่ยวรอบโลก ด้วยเครื่อง 42 แปลภาษา (1) เมเฮนดี (1) เรื่องน่ารู้ (181) แมวน่ารัก (1)