ประโยชน์จากการซื้อประกันชีวิต

“มีแล้วไม่ได้ใช้ย่อมดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” นี่เป็นคำกล่าวที่ดูจะไม่เกินจริงไปเลยกับการเลือกซื้อประกัน หลายคนยังมีความรู้ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับประกัน เนื่องจากคนเรามักมีความเชื่อที่ถูกพูดส่งต่อกันมาเช่น ทำไปก็ไม่คุ้ม ต้องตายเท่านั้นถึงจะได้เงิน และ พวกประกันชอบเอาเปรียบ เป็นต้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็มีส่วนจริงอยู่บ้างแต่คุณรู้หรือไม่ว่าประโยชน์จากการซื้อประกันชีวิตนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย

คุ้มครองหรือคุ้มค่า

คุ้มครองหรือคุ้มค่า

แน่นอนว่าการซื้อประกันชีวิตไม่มีคำว่าคุ้มค่าจนกว่าวันที่เหตุการณ์ร้ายจะมาถึงตัว แล้วคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเจอกับความโชคร้ายนั้นหรือไม่? หรือถ้าคุณต้องเจอกับมันโดยที่ไม่มีใครมาช่วยจ่ายค่ารักษาให้เลยคุณมีเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองไหม? นี่แหละจึงเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นของกลุ่มคนที่อยากซื้อประกัน โดยระกันชีวิตนั้นหมายถึงการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขด้วยการนำเงินของบุคคลอื่นมาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของเรา มันจึงเป็นแนวคิดที่จะซื้อด้วยการนำเงินก้อนเล็กของตนเองมาปกป้องเงินก้อนใหญ่ที่จะเสียไป 

“ตายหนึ่งคนจนไปเจ็ดชั่วโครต” นี่เป็นคำกล่าวติดตลกที่ถูกพูดถึงในสังคมไทย เพราะเชื่อกันว่าหากคนในครอบครัวตายไปในตอนนี้สิ่งที่จะตามมาคือค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าทำศพ ค่าทำเอกสาร ค่าจ้างอื่นๆ หรือแม้กระทั่งหนี้สินของผู้ตาย แล้วจะยิ่งซ้ำร้ายเข้าไปกันใหญ่หากคนที่ตายคือเสาหลักของครอบครัว เราจึงมักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของหัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็นที่มาของความยากลำบากของคนที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่หากคุณเลือกที่จะซื้อประกันชีวิตเอาไว้เมื่อคุณต้องตายคุณจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งเงินที่ได้มานั้นก็อาจจะมากที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในงานศพ หรือมากพอที่จะปลดหนี้หรือทิ้งมรดกให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เลย

ประกันชีวิตมีกี่แบบ

ประกันชีวิตมีกี่แบบ

ปัจจุบันประกันชีวิตที่ให้กรคุ้มครองนั้นมีด้วยกันอยู่หลายบริษัท ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีค่าเบี้ยที่จะต้องจ่ายแตกต่างกันไป รวมไปถึงขนาดของความคุ้มครองด้วยเช่นกัน แต่ประเภทของประกันนั้นจะมีคล้ายกัน โดยการประกันชีวิตแบบพื้นฐานมีทั้งหมด 4 แบบ ดังนี้

1.การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา คือ คือการคุ้มครองผู้ซื้อประกันที่เสียชีวิตตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ระยะกรมธรรม์จะมีตั้งแต่ 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี เป็นต้น หากผู้ซื้อมีชีวิตรอดจนอยู่ครบสัญญาก็จะไม่ได้รับเงินคืนใดๆทั้งสิ้น การประกันประเภทนี้จึงมีเบี้ยถูกที่สุดเพราะมุ่งเน้นคุ้มครองตอนตายเท่านั้นไม่รวมกับค่ารักษาพยาบาล เหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็จะมีกรณีที่ประกันไม่จ่ายคือ ผู้ซื้อประกันที่ฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรมโดยผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์

2.การประกันชีวิตแบบตลอดชีพ คือ การคุ้มครองในแบบนี้จะคล้ายกันกับในส่วนแรก เพียงแต่ไม่มีกรอบของสัญญามาครอบงำ แต่ต้องแลกกับการจ่ายเบี้ยระยาว เช่น จ่ายเบี้ย 10 ปี 20 ปี 30 ปี ซึ่งค่าเบี้ยก็จะสูงกว่า แต่จะให้ความคุ้มครองจนอายุ 99 ปี เมื่อเสียชีวิตก็จะได้เงินกรมธรรม์ตามที่กำหนด หรือผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์โดยการจ่ายเพียงเดียวเพื่อคุ้มครองตลอดชีพเลยก็ได้

3.การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ คือ เป็นการคุ้มครองทั้งชีวิตและออมเงินไปในตัว โดยผู้ซื้อจะต้องมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน เมื่ออยู่จนครบสัญญาจึงจะได้เงินคืนตามที่แจ้งไว้ในกรมธรรม์ หรือหากเสียชีวิตในระหว่างการคุ้มครองก็จะได้รับเงินตามสัญญา โดยประกันชีวิตในรูปแบบนี้จะมีเบี้ยประกันที่สูง เหมาะสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายทางด้านการเงินและต้องการความคุ้มครองไปพร้อมๆกัน

4.การประกันชีวิตแบบบำนาญ คือ เป็นประชีวิตที่เมื่อผู้ซื้อจ่ายค่าเบี้ยครบตามกำหนดสัญญากรรมธรรม์ ท่านจะได้รับความคุ้มครองหลังเกษียณโยจ่ายเป็นเงินเดือนให้เช่นเดียวกับข้าราชการ โดยบริษัทจะชดเชยให้อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นการทดแทนรายได้เมื่อผู้ซื้อประกันภัยอยู่ในช่วงวัยที่ไม่สามารถทำงานหนักต่อไปได้แล้ว เหมาะสำหรับผู้ที่เชื่อว่าตนจะมีชีวิตยืนยาว

ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อซื้อประกันชีวิต

ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อซื้อประกันชีวิต

ประกันชีวิตโดยทั่วไปจะเป็นเพียงการคุ้มครองเมื่อคุณต้องเสียชีวิต แต่หากต้องการความคุ้มครองเรื่องค่ารักษาพยาบาลต้องซื้อสัญญาพ่วงและเพิ่มเงิน และประโยชน์มีดังนี้

  • ได้รับความคุ้มครอง ท่านจะได้รับความคุ้มครองทั้งเมื่อเสียชีวิตและค่ารักษาพยาบาล
  • ลดหย่อนภาษี ท่านสามารถนำเบี้ยที่จ่ายจริงมาใช้สำหรับลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท
  • การออมทรัพย์ การออมนี้จะแตกต่างกันธนาคารโดยธนาคารจะให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย แต่การออมทรัพย์กับประกันชีวิตจะให้คามคุ้มครองควบคู่กันไปด้วย
ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อซื้อประกันชีวิต

สรุป

หากคุณยังคิดว่าการซื้อประกันชีวิตนั้นไม่คุ้มค่าก็มีหนทางเดียวที่คุณจะต้องทำก็คือการทำตัวเองให้รวยมากพอที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เพราะในอนาคตเราไม่อาจรู้ได้ว่าได้ว่าโรคร้ายจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ และเงินที่เรามีจะมากพอที่จะใช้ในการรักษาหรือไม่ แต่หากผู้ที่ทำประกันก็จะเหมือนมีคนมาจ่ายค่ารักษาให้ซึ่งก็ย่อมดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด และโดยเฉพาะกับโรคร้ายแรงที่เงินแค่สิบล้านอาจจะไม่พอกับค่ารักษาและทั้งหมดนี้คือประโยชน์จากการซื้อประกันชีวิต

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG

Tag
4ประเทศที่มีค่าสกุลเงินต่ำกว่ารูปีอินเดีย (1) 4ร้านสุดปังในเมียงดง (1) 5หนังสือแนะนำ ที่ผู้ประกอบการควรอ่าน (1) 7 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด (1) 7 สวนสนุกร้างในญี่ปุ่นที่คุณต้องไม่พลาด (1) 7 สิ่งมหัศจรรย์ในตำนานที่หายไป (1) 7วิธีการทำสมาธิที่เหมาะกับคุณ (1) 8 สถานที่ สัมผัสงานหัตถกรรมแบบเกียวโต (1) 8 สถานที่แรงบันดาลใจ ตามรอยการ์ตูนค่าย Studio Ghibli (1) 8 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณขาดวิตามิน (1) 8 สิ่งที่วิศวกรทุกคนต้องการบนโต๊ะทำงาน (1) 8 อาหารสุดแปลกในแถบเอเชีย (1) 9 ความลึกลับใต้น้ำที่ถูกค้นพบ (1) 10 วิธีควบคุมอารมณ์โกรธ (1) 10 อันดับส่วนผสมทำเค้กที่คุณอาจนึกไม่ถึง (1) 10 อาหารที่ถูก และดีต่อสุขภาพ (1) 10 เมืองน่าเที่ยวที่ทำให้คุณมีความสุข (1) 10 ไอเดียเขียนไดอารี่ที่จะทำให้คุณมีความสุขและใจเย็นมากขึ้น (1) ขนตูดมีไว้ทำไม (1) ข้อควรรู้ เลือกเครื่องซักผ้า ฝาล่างหรือฝาบน (1) คาเฟ่หอมหวานที่เชิงหว่าน at ฮ่องกง (1) จริงหรือไม่ที่ฉลามสายตาไม่ดี (1) ตัวหอมด้วยการกิน (1) ประเทศอินเดีย (1) ผลไม้สุขภาพดี (1) ผลไม้อบแห้ง ขนมยอดฮิตใน TIKTOK (1) พิธีกรรมเสริมความงามสาวอินเดีย (1) มารู้จัก โรคหน้านิ่ง จนคิดว่าหยิ่ง (1) รวมมีมแมวที่ชาวเน็ตใช้กันมากที่สุด (1) รอยสัก (1) รู้หรือไม่ เข็มแทงน้ำเกลือไม่ได้ฝังอยู่ในมือ (1) ลายสัก (1) วัฒนธรรมสักลาย ไทย ญี่ปุ่น เมาคลี (1) ออกกำลังกาย (1) อาหารแปลก (1) เกร็ดความรู้ (28) เครื่อง แปลภาษา (1) เคล็ดลับการตื่นเช้าให้สดชื่นที่คุณควรรู้ (1) เคล็ดลับต่างๆ (36) เคล็ดลับทำให้ดูเด็ก (1) เคล็ดลับสร้างความสุข (1) เที่ยวรอบโลก ด้วยเครื่อง 42 แปลภาษา (1) เมเฮนดี (1) เรื่องน่ารู้ (168) แมวน่ารัก (1)